วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก 10. Banaue Rice Terraces

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก 10. Banaue Rice Terraces

Banaue Rice Terraces
จังหวัดอีฟูเกา ประเทศฟิลิปปินส์ คือ บันไดข้าวอายุกว่าพันปี ที่แกะสลักจากภูเขาทั้งลูก เพื่อใช้เป็นพื้นที่ปลูกข้าว สมัยก่อนนั้นการทำนาจะต้องใช้พื้นที่ราบ หากแต่พื้นที่ภูมิประเทศบริเวณนี้เต็มไปด้วยเขาสูงมีที่ราบน้อย ปริมาณน้ำและเนื้อที่ในการทำการเกษตรจึงเป็นปัญหา ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน จึงได้คิดวิธีทำนาแบบขั้นบันไดขึ้นตามไหล่เขา โดยสกัดไหล่เขาให้เป็นชั้นๆ ลดหลั่นลงมาเป็นขั้นบันได เพื่อช่วยเพิ่มเนื้อที่ในการเพาะปลูก เป็นการรักษาหน้าดินไม่ให้ถูกชะล้างไป อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำทั้งในแง่การชลประทานโดยการเก็บกักน้ำฝน และยังช่วยป้องกันน้ำท่วมอีกด้วย โดยนาข้าวที่บานาเวนั้นเป็นภูเขาสูงอยู่เหนือน้ำทะเล 5,000 ฟุต นาข้าวแต่ละแห่งมีเนื้อที่ 10,360 ตารางกิโลเมตร และในปี ค.ศ. 1985 องค์การยูเนสโกได้จัดสถานที่นี้เป็นมรดกโลก
สิ่งมหัศจรรย์ของโลก 9. Sigiriya

Sigiriya เป็นเมืองใหญ่โบราณมหึมาของศรีลังกา สร้างขึ้นโดยพระเจ้ากัสสัปปะ ประมาณ ค.ศ. 470 โดยพระองค์ได้สร้างเมืองนี้ขึ้นเพื่อให้เป็นโลกศักดิ์สิทธ์ของพระองค์ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,300,000 ตาราง เมตร มีถนน มีระบบชลประทาน และสถานที่เกี่ยวกับศาสนามากมาย หนึ่งในนั้นคือถ้ำที่พระองค์ทรงสร้างเพื่อมอบแก่พุทธสาวกให้เป็นสถานปฏิบัติ ธรรม  แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุด คือ ที่ใจกลางเมือง มีภูผาหินขนาดยักษ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระราชวังกับป้อมปราการอันน่าเกรงขาม และทิวทัศน์ตระการตารอบด้าน ฐานของป้อมที่ก่อด้วยอิฐ มีอายุมากกว่า 1,500 ปี และถือเป็นหนึ่งในมรดกโลกของศรีลังกา
สิ่งมหัศจรรย์ของโลก 8. Torun
เมือง ทอรูน เป็นเมืองทางตอนเหนือของประเทศโปแลนด์ ที่ยังคงสภาพเป็นเมืองเก่าสมัยกลาง และเป็นบ้านเกิดของ Nicolaus Copernicus นักดาราศาสตร์เจ้าของทฤษฏี “โลกเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล” โดยเมือง Torun มี อายุถึง 1,100 ปี ซึ่งเป็นที่ตั้งถิ่นฐานเก่าของโปแลนด์ ความโดดเด่นอยู่เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าและรวมสถานที่เก่าแก่มากมาย ที่สำคัญคงสภาพเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยแต่อย่างใด
สิ่งมหัศจรรย์ของโลก 7. Tower of Hercules

ประภาคารเฮอร์คิวลิส
เป็นประภาคารและประตูสู่ ลา คอรุนญา เมืองท่าสำคัญ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน สร้างขึ้นโดยชาวโรมันในศตวรรษที่ 2 ก่อน คริสตกาล ผู้อาศัยในนิคมนี้ได้สร้างตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ไว้ และในไม่ช้าเมืองนี้ก็กลายเป็นเขตสำคัญของการค้าทางทะเล ส่วนหอเฮอร์คิวลิส เป็นประภาคารที่เปิดทำการต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 1,900 ปี ซึ่งในบริเวณเดียวกันมีสวนประติมากรรม หินแกะสลักจากเหล็ก และสุสานมุสลิม ในยุคที่อาณาจักรโรมันยังเรืองอำนาจ ถือเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่แสดงถึงประภาคารโบราณสมัยกรีก-โรมัน ซึ่งยังคงความสมบูรณ์ของสถาปัตยกรรมไว้

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก 6. Ajanta Caves

ถ้ำอชันตา
ได้ชื่อว่าเป็นวัดถ้ำในพุทธศาสนาที่งดงามและเก่าแก่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่กลางเทือกเขาสลับซับซ้อน ในบริเวณฝั่งตะวันตกของที่ราบสูงเดกกัน (Deccan Plateau) การสร้างนั้นใช้วิธีขุดเจาะเข้าไปในหินบาซอลต์ (แกรนิตแข็ง) ก้อนเดียวจนเป็นวิหารขนาดใหญ่ โดยใช้เพียงสิ่วและค้อนเท่านั้น ภายในเวลาทั้งสิ้น 800 ปี เริ่มเจาะตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 3 จนกลายเป็นถ้ำมากกว่า 30 ถ้ำ เรียงตัวกันยาวหลายร้อยเมตรบนเชิงเขาสูงวงโค้งรูปพระจันทร์เสี้ยว ภายในมีวิหารขนาดใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยงานแกะสลักหิน ทั้งเจดีย์ พระพุทธรูป และเรื่องราวต่างๆ ในพุทธประวัติและชาดก โดยไม่ผุพังตามกาลเวลาแม้แต่น้อย ถ้ำอชันตา สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่ของสงฆ์ ให้แยกตัวอย่างสันโดษ แต่ภายหลังเมื่อพระพุทธศาสนาเสื่อมถอย สถานที่แห่งนี้ก็เริ่มหมดความสำคัญลง ขาดการดูแล และถูกทิ้งร้างไปในที่สุด จนกระทั่งเลือนหายไปจากความทรงจำของชาวอินเดีย จนกระทั่งถูกค้นพบอีกครั้งโดยกองทหารอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1819

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก 5. Valley of Flowers
สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่

หุบเขาดอกไม้
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อยู่ในเทือกเขาหิมาลัย ใน รัฐ Uttaranchal ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย สวยงามเสมือนสวรรค์บนดินจนถูกนำมาบรรยายในวรรณคดีมาหลายศตวรรษ และปรากฏในศาสนาฮินดูมาช้านาน เพราะที่นั้นมีทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์เฮ็มกุน สถานที่ซึ่งพวกพราหมณ์ชอบนำน้ำจากทะเลสาบมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ทั้งยังได้รับความสนใจจากนักพฤษศาสตร์ เพราะเต็มไปด้วยพรรณไม้ ดอกไม้นานาพันธุ์ ด้วยความอุดมสมบูรณ์จึงถูกประกาศให้เป็นมรดกโลก และอุทยานแห่งชาติในปี ค.ศ. 1982

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก 4. Metéora
เมทิโอร่า ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศกรีซ เป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวนิยมจำนวนมาก ด้วยความเป็นแปลกตรงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสร้างอยู่บนก้อนหินขนาดสูง ใหญ่ โดยอดีตสถานที่แห่งนึ้ถูกใช้เป็นที่พํานักของนักบวชคริสตนิ กายออร์โธด็อกซ์ ผู้สร้างอารามไว้บนยอดเขา จากความเชื่อที่ว่าจะได้อยู่ใกล้ชิดกับสวรรค์และเป็นการง่ายต่อการป้องกัน ศาสนาอื่นมารุกรานอีกด้วย ด้วยความโดดเด่นของการสร้างสรรค์ของศิลปะแบบไบแซนไทน์ เมทิโอร่า จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จากยูเนสโกใน ปี ค.ศ. 1988
สิ่งมหัศจรรย์ของโลก 3. Bagan
พุกาม เมืองสำคัญแห่งพม่า เคยเป็นที่ตั้งอาณาจักรโบราณพุกามซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งแรกในประวัติศาสตร์ พม่า ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตมัณฑะเลย์ ดินแดน พุกาม แบ่ง ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เขตเมืองเก่า (เขตที่ตั้งอาณาจักรพุกาม) เขตเมืองใหม่ (เขตที่อยู่อาศัยปัจจุบัน) และยองอู (เขตพาณิชยกรรมและเศรษฐกิจ) มีสนามบินชื่อ สนามบินยองอู เป็นสนามบินประจำเมือง รายได้หลักของเมืองคือ การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมาเยือนที่นี่เสมอ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากแถบเอเชียด้วยกัน เนื่องจากพุกามได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งทะเลเจดีย์ที่สวยงามและมีคุณค่า หรือ ดินแดนแห่งเจดีย์สี่พันองค์ เพราะในสมัยรุ่งเรืองเคยมีเจดีย์มากมายถึง 4,446 องค์ แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 2,217 องค์
สิ่งมหัศจรรย์ของโลก 2. Leptis Magna

เมืองเลปติส เมกนา
ตั้งอยู่ทางตะวันออกของกรุงทริโปลี ประเทศลิเบีย ถูกขนามนามว่าเป็น อาณาจักรโรมันที่มีชื่อเสียงและงดงามมากที่สุดในแอฟริกา ซึ่งปัจจุบันยังคงสภาพสวยงามรุ่งโรจน์ เพราะอาณาจักรถูกสร้างด้วยหินปูน จึงทนต่อการเกิดแผ่นดินไหวนับครั้งไม่ถ้วน นอกจากความงดงามแล้ว จุดเด่นยังอยู่ที่ผังเมืองซึ่งถูกจัดวางอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นถนน อาคารต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความเจริญของ อาณาจักร เลปติส เมกนา ในช่วง ปี 111 ก่อนคริสต์กาล จนถึงช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด ปี ค.ศ. 211 โดยกษัตริย์ Septimus Severus ต่อมาอาณาจักรเริ่มเสื่อมสลายลงในช่วงศตวรรษที่ 4 จนกระทั่งถูกค้นพบอีกครั้งโดยนักโบราณคดีชาวยุโรป และยังคงสภาพสมบูรณ์ไว้อย่างชัดเจน ยูเนสโกจึงประกาศให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1982
สิ่งมหัศจรรย์ของโลก 1.The Library of Celsus

ห้องสมุดเซลซุส ตั้งอยู่ที่เมืองเอเฟซุส ประเทศตุรกี เมืองเอเฟซุสเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยปลายยุคโลหะ ในราวศตวรรษที่ 7 ก่อน คริสตกาล ภายใต้การปกครองของอาณาจักรลิเดีย ถือเป็นเมืองที่รุ่งเรืองและมั่งคั่งที่สุดในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และรุ่งเรืองถึงขีดสุดอีกครั้งภายใต้การปกครองของโรมัน เป็นเมืองใหญ่ที่สุด 1 ใน 5 ของจักรวรรดิโรมัน และใหญ่ที่สุดในเขตเอเชีย ห้องสมุดเซสซุส ก็เป็นหนึ่งในโบราณสถานที่หลงเหลืออยู่ในอาณาจักรแห่งนี้ แต่ปัจจุบันเหลือเฉพาะด้านหน้าของอาคารเท่านั้น ห้องสมุดเซลซุส เป็นอาคาร 2 ชั้น สร้างในปี ค.ศ. 114-117 โดย ดิเบริอุส จูลิอุส อาควิลา เพื่ออุทิศให้กับ ดิเบริอุส จูลิอุส เซลซุส ผู้เป็นบิดา โดยฝังโลงศพหินเอาไว้ที่ใต้หอสมุดและใช้เป็นแหล่งรวบรวมความรู้ แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต ห้องสมุดแห่งนี้มีทางเข้า 3 ทาง ตรงประตูทางเข้ามีรูปแกะสลักเทพี 4 องค์ประดับอยู่ ได้แก่ เทพีแห่งปัญญา เทพีแห่งคุณธรรม เทพีแห่งความเฉลียวฉลาด และเทพีแห่งความรู้ รูปแกะสลักเหล่านี้เป็นองค์จำลอง องค์จริงนั้นนักโบราณคดีชาวออสเตรียได้นำกลับไปออสเตรีย และตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กรุงเวียนนา

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สุดท้ายก่อนส่งกับมุมมองดีๆ จาก Chill Fm คับ

สิ่งใดที่ทำในชีวิตนี้ จะสะท้อนให้เห็นในชั่วนิรันด์…จากภาพยนตร์เรื่อง “Gladiator” (อยากเห็นภาพสะท้อนดีๆ ก็ทำแต่สิ่งดีๆนะครับ)

เราจะค้นพบตัวเอง ก็เมื่อได้อยู่กับตัวเอง... แง่คิดจุดประกายชีวิตโดย นักเขียนขวัญใจวัยรุ่น “นิ้วกลม” (แบ่งเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง ก็ดีนะครับ

มันเป็นการง่ายที่จะบอกรักใครสักคน แต่มันจะมีความหมายมากกว่า ถ้าคุณบอกขอบคุณใครคนนั้นที่รักคุณ... มุมมองความรักดีๆ ในแบบฉบับของ “จอน บอง โจวี่”

เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความทรงจำของเราได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงความหมายและพลังของมัน ที่มีเหนือเราได้... โดย “David Seamans” อดีตผู้รักษาประตูสโมสรฟุตบอล Arsenal

อย่าตั้งหน้าตั้งตาที่จะประสบความสำเร็จ แค่ทำในสิ่งที่รักและเชื่อมั่น แล้วความสำเร็จจะมาหาคุณเอง... ข้อคิดดีๆ ในการแสวงหาความสำเร็จ โดย เดวิด ฟรอสต์ นักหนังสือพิมพ์ชาวอังกฤษ


ข่าวไอทีคับ


กทค.ดึงคลื่น1800เมกะเฮิรตซ์ประมูล4จี

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 00:00 น.
คณะอนุกรรมการความพร้อม 1800 เมกะเฮิรตซ์ ของ กทค. เสนอแผนประมูล 4 จีหลังคืนคลื่น ชี้ “กสท” เจรจาขอใช้คลื่นว่างดีแทค รองรับลูกค้าหลังหมดสัมปทาน
ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ กรรมการในคณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมเพื่อจัดประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมจัดการประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ หลังได้คืนจากบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จำนวน 25 เมกะเฮิรตซ์ เนื่องจากสัญญาของบริษัท ทรูมูฟ จำกัด และ ดิจิตอลโฟน (ดีพีซี) ถือครองคลื่นอยู่รายละ 12.5 เมกะเฮิรตซ์ โดยจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในเดือน ก.ย. 2556 เพื่อนำไปเปิดให้บริการแอลทีอี 4 จี

ดร.เดือนเด่น กล่าวว่า ทั้งนี้จะเสนอแผนรูปแบบการประมูล โดยเบื้องต้นอาจจะเปิดประมูล 20 เมกะเฮิรตซ์ แบ่งเป็นใบละ 5 เมกะเฮิรตซ์ รวม 4 ใบ และกำหนดเพดานถือครองคลื่นได้ไม่เกินรายละ 10 เมกะเฮิรตซ์ ส่วนคลื่นความถี่ที่เหลือ 5 เมกะเฮิรตซ์ไม่เพียงพอต่อการให้บริการ 4 จี จึงคาดว่าจะนำไปรวมกับการประมูลคลื่นความถี่ของ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ที่จะหมดสัมปทานจาก กสท ในปี พ.ศ. 2561
ต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับลูกค้าที่จะหมดสัญญาสัมปทาน 1800 เมกะเฮิรตซ์ คณะอนุกรรมการฯ เห็นควรว่า ลูกค้าที่มีอยู่ในระบบจำนวนกว่า 20 ล้านเลขหมาย ต้องให้ กสท เจรจากับดีแทค เพื่อขอให้คลื่น 25 เมกะเฮิรตซ์ที่ยังว่างและดีแทคไม่มีการใช้งานมารองรับลูกค้าที่กำลังจะหมดสัมปทานจนกว่าจะได้ผู้ประมูล 4 จี รายใหม่ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าลูกค้าจะไม่ถูกผลกระทบโดยประกาศแจ้งเตือนลูกค้าให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงจากการหมดสัญญาสัมปทานในเดือน ก.ย. 2556.

ข่าวทั่วไปคับ


ปะทะแก๊งยาเสพติดยึดยาบ้า2ล้าน-ไอซ์50กก.

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 00:05 น.
เมื่อเวลา 20.00 น. วันนี้(14 ก.พ.) พ.ต.อ.นพดล นิลมานนท์ ผกก.ปส.3 บช.ปส. พร้อมกับพวก วางแผนจับกุมยาเสพติด แล้วเกิดการยิงปะทะกับขบวนการค้ายาเสพติด บริเวณถนนสายระหว่าง อ.แม่จัน – อ.เชียงแสน บริเวณบ้านศาลา หมู่ที่ 8 ต.แม่จัน อ.แม่จัน จ.เชียงราย ใกล้กับสหกรณ์การเกษตรแม่จัน ภายหลังเหตุการณ์สงบลง เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดยาบ้าได้ 2.2 ล้านเม็ด  ยาไอซ์ 50 กิโลกรัม และจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 คน และถูกยิงบาดเจ็บสาหัสอีก 1 คน นำตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาล พร้อมยึดของกลางเป็นรถยนต์ 2คัน ปืนสั้น 1 กระบอก ระเบิดชนิดขว้าง 1 ลูก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ซึ่งการยิงปะทะกันในครั้งนี้มีขึ้นภายหลังเจ้าหน้าที่ได้รับรายงานว่ามีเครือข่ายยาเสพติดชาวเขาเผ่าม้ง ใน ต.ตับเต่า อ.เทิง จะลำเลียงยาเสพติดจากชายแดนประเทศเพื่อนเข้าทางชายแดนบ้านสวนป่า รอยต่อระหว่างอำเภอแม่สายและอำเภอแม่ฟ้าหลวงและจะใช้เส้นทางสายแม่จัน – เชียงแสน ลำเลียงผ่านอำเภอดอยหลวงเพื่อหนีด่านตรวจกิ่วทัพยั้ง บนถนนสายแม่จัน – เชียงราย จึงจัดกำลังซุ่มดูเหตุการณ์อยู่บริเวณสามแยกแม่จัน – เชียงแสน พบรถยนต์ 4 คัน ขับออกมาจากชายแดนท่าทางน่าสงสัย 
จากนั้นเจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้จอดขอตรวจค้น แต่คนขับรถทั้งสี่คันพยายามเร่งเครื่องหลบหนี พร้อมกันรถเจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้าใกล้รถกระบะ 4 ประตู หมายเลขทะเบียน กท 4641 ลำปาง เจ้าหน้าที่ จึงได้พยายามไล่ล่า จนคนร้ายใช้ปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงใช้อาวุธปืนยิงใส่ล้อรถ จนกระสุนโดนยางรถยนต์ ทะเบียน กธ 1589 เชียงราย และรถกระบะสี่ประตู คันดังกล่าว จนไม่สามารถขับเคลื่อนได้ และชายคนขับรถกระบะได้วิ่งลงจากรถเพื่อหลบหนี พร้อมใช้ระเบิดขว้างใส่เจ้าหน้าที่โชคดีระเบิดไม่ทำงาน เจ้าหน้าที่จึงปืนยิงป้องกันตัวทำให้คนร้ายได้รับบาดเจ็บ และสามารถจับชายอีก 2 คนที่อยู่ในรถยนต์ ส่วนเจ้าหน้าที่ปลอดภัย ตรวจค้นภายในรถกระบะ พบยาบ้าและยาไอซ์ ของกลางทั้งหมด อยู่ท้ายกระบะ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้คุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดไปสอบสวน ขยายผลจับกุมเครือข่ายที่เหลือต่อไป

ข่าวกีฬาวันนี้คับ


หงส์สิ้นลายบุกพ่ายเซนิตศึกยูโรปา

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 05:57 น.

    ศึก ยูโรปา ลีก รอบ 32 ทีมสุดท้าย นัดแรก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ทีมดังจากอังกฤษ ทำเอาสาวก เดอะ ค็อป ต้องน้ำตาตกไปตามกัน หลังบุกไปพ่าย เซนิต เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ของ รัสเซีย ขาดลอย 0-2 โดย เจ้าถิ่น ซึ่งครองเกมได้เหนือกว่าตลอดทั้ง 90 นาทีได้ประตูจาก ฮัลค์ นาทีที่ 69 และเซอร์เก เซมัค นาทีที่ 72 ทำให้ เซนิต กุมความได้เปรียบอยู่ไม่น้อยก่อนหน้าที่ทั้ง 2 ทีมจะกลับไปพบกันอีกครั้งในเกมนัด 2 ที่สนาม แอนฟิลด์ ของ "หงส์แดง" วันที่ 21 ก.พ.นี้

อันจิเปิดบ้านทุบฮันโนเวอร์ดิ้น
    อันจิ มาคัชคาลา ทีมเจ้าสัวใหญ่แห่งแดนหมีขาว ทำผลงานสุดยอด หลังเปิดบ้านไล่ทุบ ฮันโนเวอร์ 96 จากเยอรมนี ยับเยิน 3-1 โดย ซาโบลส์ ฮัสซี กดให้ทีมเยือนออกนำก่อน 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 22 ทว่าเจ้าบ้านทวงคืนแบบทบต้นทบดอก 3 ประตูรวดจาก ซามูเอล เอโต นาทีที่ 34, โอดิล อาห์เมดอฟ นาทีที่ 48 และเอ็มบาร์ค บูส์ซูฟา นาทีที่ 64 สำหรับคู่นี้จะไปเตะนัดที่ 2 ที่บ้านของ ฮันโนเวอร์ ในวันที่ 21 ก.พ.เช่นกัน

สิ่งที่เราควรรู้ในอนาคต

การเปิดเสรีด้านการศึกษาในระดับภูมิภาคอาเซียน 

          การเตรียมความพร้อมของประเทศไทยเพื่อก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี2558 นับเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วนของประเทศในวันนี้ ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการวิจัยเรื่องการพัฒนาบุคลากรและผลิตภาพบุคลากรเพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน ซึ่งมี รศ.ดร.พัชราวลัย วงศ์บุญสิน อาจารย์ประจำวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหัวหน้าโครงการ และคณะผู้วิจัยประกอบด้วยอาจารย์หลายท่านจากวิทยาลัยประชากรศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ และคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยในส่วนของผู้เขียนได้เน้นศึกษาการเปิดเสรีการศึกษาระดับอุดมศึกษา ร่วมกับ Dr Chantal Herberholz อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับโครงการวิจัยนี้ มีที่มาจากแนวคิดว่าการเปิดเสรีด้านการศึกษาจะส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายองค์ความรู้ภาษา และวัฒนธรรม และจะมีผลต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ดังนั้นภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลง หลายท่านคงทราบว่า บริการด้านการศึกษานับเป็นสาขาหนึ่งของการค้าบริการในบริบทของการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งการเปิดเสรีด้านการศึกษาของไทย จัดได้ว่าอยู่ในบริบทแวดล้อม 2 ระดับ ได้แก่ 1.ระดับพหุภาคี โดยอยู่ภายใต้ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการ (General Agreement on Trade in Services : GATS)ขององค์การการค้าโลก หรือที่เรารู้จักกันในนาม WTO (World Trade Organization) 2.ระดับภูมิภาคอาเซียน โดยอยู่ภายใต้ความตกลงการค้าบริการของอาเซียน(ASEAN Framework Agreement on Services : AFAS) โดยการเปิดเสรีการค้าบริการในระดับภูมิภาคอาเซียน อิงหลักการตามความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการขององค์การการค้าโลก แต่เน้นให้เป็นไปในลักษณะที่กว้างและลึกกว่าที่ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ผูกพันไว้ภายใต้ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการขององค์การการค้าโลก ซึ่งการเปิดเสรีการค้าบริการของอาเซียน มีการจัดทำข้อผูกพันในด้านการเข้าสู่ตลาด (Market Access) และการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ(National Treatment) และมีรูปแบบการค้าบริการ 4 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบที่ 1 (Mode 1) ได้แก่ การให้บริการข้ามพรมแดน (Cross Border Supply) ยกตัวอย่างเช่น การที่ประเทศมาเลเซียสั่งซื้อโปรแกรมเพื่อการศึกษาจากประเทศสิงคโปร์ รูปแบบที่ 2 (Mode 2) ได้แก่ การบริโภคบริการในต่างประเทศ (Consumption Abroad) เช่น การที่นักศึกษาจากประเทศลาวเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ประเทศอินโดนีเซีย รูปแบบที่ 3 (Mode 3) ได้แก่ การจัดตั้งธุรกิจเพื่อให้บริการ(Commercial Presence) เช่น การที่มหาวิทยาลัยจากประเทศไทยไปตั้งสาขาที่ประเทศพม่า รูปแบบที่ 4 (Mode 4) ได้แก่ การเคลื่อนย้ายบุคลากร (Movement of Natural Persons) เช่น การที่ครูจากประเทศฟิลิปปินส์เดินทางไปสอนภาษาอังกฤษที่ประเทศเวียดนาม ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนมีลักษณะการเปิดเสรีด้านการศึกษาที่เป็นไปในรูปแบบเดียวกับกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก โดยมีการเปิดเสรีในระดับที่มากกว่าสำหรับรูปแบบการค้าบริการรูปแบบที่ 1 และ 2 เมื่อเทียบกับรูปแบบที่3 และ 4 โดยหลายประเทศมีข้อจำกัดสำหรับรูปแบบการค้าบริการรูปแบบที่ 3 และยังแทบจะไม่มีการเปิดเสรีในกรณีของรูปแบบที่ 4 ประเทศไทยมีระดับการเปิดเสรีด้านการศึกษามากน้อยเพียงใด คำตอบคือค่อนข้างมากค่ะ ประเทศไทยมีข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการศึกษาในทุกระดับการศึกษา และในหลายประเภทของการศึกษาในแต่ละระดับโดยจัดว่ามีจำนวนของระดับและประเภทของการศึกษาที่มีข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการศึกษามากกว่าประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับมัธยมศึกษาและระดับอุดมศึกษา ประเทศไทยมีข้อผูกพันที่ครอบคลุมทุกประเภทของการศึกษาใน 2 ระดับนี้ ที่มา : อาจารย์ ดร.ปัทพร สุคนธมาน อาจารย์ประจำวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/697#ixzz2Ka1nHR9Q

ธรรมะที่น่าสนใจคับ


Image 

อภัยทาน คืออย่างไร ?


อภัยทาน ก็คือการยกโทษให้
คือการไม่ถือความผิดหรือการล่วงเกินกระทบกระทั่งว่าเป็นโทษ 


อภัยทานนี้เป็นคุณแก่ผู้ให้ ยิ่งกว่าแก่ผู้รับ เช่นเดียวกับทานทั้งหลายเหมือนกัน คืออภัยทานหรือการให้อภัยนี้ เมื่อเกิดขึ้นในใจผู้ใด จะยังจิตใจของผู้นั้นให้ผ่องใสพ้นจากการกลุ้มรุมบดบังของโทสะ 


อันใจที่แจ่มใส กับใจที่มืดมัว ไม่อธิบายก็น่าจะทราบกันอยู่ทุกคนว่าใจแบบไหนที่ยังความสุขให้เกิดขึ้นแก่เจ้าของ ใจแบบไหนที่ยังความทุกข์ให้เกิดขึ้น และใจแบบไหนที่เป็นที่ต้องการ ใจแบบไหนที่ไม่เป็นที่ต้องการเลย


ความจริงนั้น ทุกคนที่สนใจบริหารจิต จะต้องสนใจอบรมจิตให้รู้จักอภัยในความผิดทั้งปวง ไม่ว่าผู้ใดจะทำแก่ตน แม้การให้อภัยจะเป็นการทำได้ไม่ง่ายนัก สำหรับบางคนที่ไม่เคยอบรมมาก่อน แต่ก็สามารถจะทำได้ด้วยการอบรมไปทีละเล็กละน้อย เริ่มแต่ที่ไม่ต้องฝืนใจมากนักไปก่อนในระยะแรก


ตัวอย่างเช่น เวลาขึ้นรถประจำทางที่มีผู้โดยสารคอยขึ้รถอยู่เป็นจำนวนมาก หากจะมีผู้เบียดแย่งขึ้นหน้า ทั้งๆ ที่ยืนอยู่ข้างหลัง ถ้าเกิดโกรธขึ้นมาไม่ว่าน้อยหรือมาก ก็ให้ถือเป็นโอกาสอบรมจิตใจให้รู้จักอภัยให้เขาเสีย เพราะเรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรถือโกรธกันหนักหนา เป็นเรื่องเล็กน้อยเหลือเกินควรจะอภัยให้กันได้ แต่บางที่ไม่ตั้งใจคิดเอาไว้ก็จะไม่ทันให้อภัยจะเป็นเพียงโกรธแล้วจะหายโกรธไปเอง


โกรธแล้วหายโกรธเอง กับโกรธแล้วหายโกรธเพราะให้อภัย ไม่เหมือนกัน โกรธแล้วหายโกรธเองเป็นเรื่องธรรมดา ทุกสิ่งเมื่อเกิดแล้วต้องดับ ไม่เป็นการบริหารจิตแต่อย่างใด แต่โกรธแล้วหายโกรธเพราะคิดให้อภัย เป็นการบริหารจิตโดยตรง จะเป็นการยกระดับของจิตให้สูงขึ้น ดีขึ้น มีค่าขึ้น 


ผู้ดูแลเห็นความสำคัญของจิต จึงควรมีสติทำความเพียรอบรมจิตให้คุ้นเคยต่อการให้อภัยไว้เสมอ เมื่อเกิดโทสะขึ้นในผู้ใดเพราะการปฏิบัติล้วงล้ำก้ำเกินเพียงใดก็ตาม พยายามมีสติพิจารณาหาทางให้อภัยทานเกิดขึ้นในใจให้ได้ ก่อนที่ความโกรธจะดับไปเสียเองก่อน

ทำได้เช่นนี้จะเป็นคุณแก่ตนเองมากมายนัก ไม่เพียงแต่จะทำให้มีโทสะลดน้อยลงเท่านั้น และเมื่อปล่อยให้ความโกรธดับไปเอง ก็มักหาดับไปหมดสิ้นไม่ เถ้าถ่านคือความผูกโกรธมักจะยังเหลืออยู่ และอาจกระพือความโกรธขึ้นอีกในจิตใจได้ในโอกาสต่อไป


ผู้อบรมจิตให้คุ้นเคยอยู่เสมอกับการให้อภัย แม้จะไม่ได้รับการขอขมา ก็ย่อมอภัยให้ได้ ในทางตรงกันข้าม ผู้ไม่เคยอบรมจิตใจให้คุ้นเคยกับการให้อภัยเลย โกรธแล้วก็ให้หายเอง แม้ได้รับการขอขมาโทษ ก็อาจจะไม่อภัยให้ได้ เป็นเรื่องของการไม่ฝึกใจให้เคยชิน


อันใจนั้นฝึกได้ ไม่ใช่ฝึกไม่ได้ ฝึกอย่างไดก็จะเป็นอย่างนั้น ฝึกให้ดีก็จะดี ฝึกให้ร้ายก็จะร้าย...


:: การบริหารจิตสำหรับผู้ใหญ่

:: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 

อ่านเพื่อชีวิต




คัดลอกมาจาก หนังสือ "ครูนอกกรอบกับห้องเรียนนอกแบบ : สรรพวิธีและสารพัดลูกบ้าในห้อง 56" โดย ครูเรฟ เอสควิธ ครูสอนดีนอกระบบชาวอเมริกัน

มองกันคนละมุม

    โรงเรียนมองไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องอ่านหนังสือ เขตพื้นที่การศึกษารวมลอสแอนเจลีส (Los Angeles Unified School District) ก็เหมือนเขตอื่นๆ อีกมากมายที่นำเอาชุดฝึกทักษะการอ่านที่ออกแบบอย่างเป็นระบบ (scripted basal readers) มาใช้สอนเด็กๆ ถ้าเราดูวัตถุประสงค์ในการอ่านของเขตพื้นที่การศึกษา เราจะรู้ว่าทำไมเด็กนักเรียนถึงรู้สึกว่าสิ่งที่ให้อ่านนั้นไม่น่าสนุกเอาเสียเลย วัตถุประสงค์เช่นที่ว่านี้มักจะเน้นที่การอ่านคล่อง การจับใจความสำคัญ และเป้าหมายอื่นๆ ที่จำเป็นแต่สุดแสนจะน่าเบื่อ ผมไม่เคยเห็นวัตถุประสงค์ในการอ่านของเขตพื้นที่การศึกษาที่ให้ความสำคัญกับ ความรื่นรมย์ ความหลงใหล หรือ ความตื่นเต้นเร้าใจ เป็นลำดับแรกๆ เลย ทั้งที่สมควรเป็นอย่างยิ่ง

     นั่นคือเหตุผลที่เราอ่านหนังสือกัน แล้วเราก็ลืมนึกถึงความจริงข้อนี้ ผมอ่านทุกวัน และไม่ใช่เพราะจะต้องสอบ หรือเพราะอยากให้คะแนนผลสัมฤทธิ์ของผมได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เพื่อแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนผมมีความก้าวหน้า ผมอ่านเพราะผมชอบอ่าน เพื่อนๆ มักจะเอาหนังสือใหม่ที่พวกเขาชอบใจมาให้ผมอ่าน พวกเขาอดใจรอฟังความเห็นของผมแทบไม่ไหว ผมอ่านข่าวสารเกี่ยวกับหนังสือดีๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับหนังสือดีๆ ทางวิทยุ หรือแอบได้ยินคนแปลกหน้าคุยกันถึงหนังสือเล่มใหม่ที่ถูกใจในที่สาธารณะ ตอนเด็กๆ ผมก็เป็นแบบนั้น ผมไม่ใช่อัจฉริยะ แต่ผมก็เป็นนักอ่านตัวยงทีเดียว ตอนเป็นเด็กผมไม่เคยถูกจับให้ทดสอบการอ่านเป็นพันๆ ชั่วโมงเพื่อประเมินความก้าวหน้าของผม ผมใช้เวลานั้นอ่านหนังสือที่ดีมีคุณค่า หนังสือพวกนั้นทำให้ผมยิ่งกระหายที่จะอ่านเล่มอื่นๆ อีก ความกระหายในวรรณกรรมและความถี่ของการไปห้องสมุดของผมเป็นการประเมินความก้าวหน้าที่ดีกว่าแบบทดสอบมาตรฐานใดๆ ทั้งสิ้น

     เด็กนักเรียนเกรด 5 ของผมหัวเราะชอบใจกับวิธีทดสอบการอ่านซึ่งประกอบด้วยคำถามเพียง 3 ข้อที่พวกเขาคิดขึ้นมาเอง พวกเขาบอกว่า แบบทดสอบความสามารถในการอ่านของพวกเขามีความเที่ยงตรงแม่นยำยิ่งกว่าแบบทดสอบที่หน่วยงานให้บริการทดสอบออกแบบมาเสียอีก

     คุณเคยแอบอ่านหนังสือใต้โต๊ะที่โรงเรียนเพราะครูสอนน่าเบื่อและคุณก็อยากอ่านให้จบแทบแย่อยู่แล้วหรือไม่?
     คุณเคยถูกดุเรื่องอ่านหนังสือที่โต๊ะอาหารเย็นหรือไม่?
     คุณเคยแอบคลุมโปงอ่านหนังสือหลังจากถูกสั่งให้เข้านอนหรือไม่?

     นักเรียนกับผมเห็นพ้องต้องกันว่า ถ้าเด็กคนไหนตอบว่าเคยทั้งสามข้อ เด็กคนนั้นก็ถูกลิขิตให้เป็นนักอ่านตลอดชีวิตแล้ว

     ผมอยากให้เด็กของผมรักการอ่าน การอ่านไม่ใช่วิชา การอ่านเป็นพื้นฐานของชีวิต เป็นกิจกรรมที่คนซึ่งสนใจความเป็นไปในโลกทำกันอยู่ตลอดเวลา โดยมากแล้วการโน้มน้าวให้เด็กเห็นความจริงข้อนี้จะเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ ดูเอาจากโลกที่พวกเขาเติบโตขึ้นมาก็แล้วกัน แต่มันก็เป็นไปได้ และเมื่อเราพิจารณาว่าอะไรคือเดิมพัน ก็คุ้มค่าที่จะพยายาม หากเด็กคนหนึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความพิเศษอย่างแท้จริง คือเป็นคนที่รู้จักคิด รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีความคิดที่เปิดกว้าง และมีความสามารถที่จะอภิปรายเรื่องสำคัญๆ กับผู้อื่นได้ ความรักการอ่านเป็นรากฐานที่จำเป็นอย่างยิ่ง

ผู้ใหญ่เป็นผู้ชี้แนะ

     แม้แต่เด็กที่ฉลาดที่สุดก็ต้องการการชี้แนะ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกอาหารหรือวรรณกรรม เด็กๆ ต้องการให้เราช่วยพาพวกเขาไปบนเส้นทางที่ถูกต้องเหมาะสม

      ผมไม่ได้ฉลาดกว่านักเรียนของผม แต่ผมรู้มากกว่าพวกเขาเพราะผมอายุมากกว่า ผมรู้จักหนังสือดีๆ ที่พวกเขาอาจยังไม่เคยผ่านตามาก่อน เป็นหน้าที่ของผมในฐานะพี่เลี้ยงที่จะหยิบหนังสือพวกนี้ใส่มือเขา เนื่องจากเด็กๆ ไว้ใจผม พวกเขาจึงน่าจะยอมลองอ่านหนังสือที่ผมแนะนำ ถ้ามีนักเรียนของผมสักคนเป็นแฟนของแฮร์รี พอตเตอร์ การแนะนำหนังสือแฟนตาซีเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจให้เขาอ่านก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว การได้ยินเด็กคนหนึ่งหัวเราะเสียงดังขณะที่อ่าน The Phantom Tollbooth หรือเมื่อเด็กถามว่าจะขอยืม The Chronicle of Narnia ตอนต่อไปได้ไหมเป็นเรื่องที่ทำให้ผมตื่นเต้นได้เสมอ

     ผมรู้สึกขนลุกเวลาที่ดูพวกเขาพยายามทำความเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ลึกๆ ของ Alice in Wonderland การแบ่งปันความรื่นรมย์จากวรรณกรรมชิ้นเยี่ยมอาจเป็นเสาหลักของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก วรรณกรรมนี้เองที่ทำให้เยาวชนเริ่มมองโลกแตกต่างไปจากเดิม เปิดใจรับความคิดใหม่ๆ และเดินทางไปบนถนนสู่ความเป็นเลิศ ที่พูดมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อสรุปว่า การไม่อ่านหนังสืออื่นเลยนอกจากชุดฝึกทักษะการอ่านนั้นมักนำไปสู่ทางตันในที่สุด

      บางโอกาส ผมก็ใช้ซีดีหนังสือ ผมสังเกตเห็นว่าเด็กๆ ติดใจซีดีสองเรื่องนี้เป็นพิเศษ นั่นคือ The Autobiography of Malcolm X ที่อ่านโดยนักแสดงชื่อโจ มอร์ตัน (Joe Morton) และ Anne Frank: The Diary of a Young Girl ที่อ่านโดยวิโนนา ไรเดอร์ (Winona Ryder) บันทึกความทรงจำที่คลาสสิกทั้งสองเรื่องนี้เล่าโดยใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 และการฟังเสียงนักแสดงอาชีพเล่าเรื่องก็ยิ่งช่วยตรึงความสนใจของเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี สำหรับหนังสือบางเล่มแล้ว วิธีนี้มีประสิทธิภาพมากกว่าการให้เด็กแลกกันอ่านเป็นตอนๆ เสียอีก

ที่ห้องสมุด

     พ่อแม่ผู้ปกครองจำเป็นต้องพาเด็กๆ ไปห้องสมุด หลายครอบครัวไม่มีกิจกรรมนี้ เมื่อการซื้อขายทางอินเตอร์เน็ตแพร่หลายขึ้น ก็มีเด็กจำนวนมากขึ้นที่สั่งหนังสือทางออนไลน์ การที่เด็กๆ สั่งซื้อหนังสือก็ดีอยู่หรอก แต่มันไม่มีความหมายอย่างการไปห้องสมุด เราพยายามจะสร้างค่านิยมให้เด็กๆ ของเรา การไปห้องสมุดทำให้เด็กๆ ได้อยู่ท่ามกลางคนที่หลงใหลการอ่านหนังสือเหมือนๆ กัน เมื่ออยู่ในห้องสมุด เด็กๆ สามารถพลิกดูหนังสือและค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่ทำทางออนไลน์ไม่ได้ ขณะเดียวกันพวกเขาก็จะได้พบปะพูดคุยกับนักอ่านทุกวัย แทนที่จะได้แต่เปิดกล่องพัสดุที่อยู่ในตู้รับจดหมายเท่านั้น ทุกวันนี้เด็กๆ ที่รักการอ่านมักถูกเพื่อนๆ ที่ไม่ชอบอ่านหนังสือล้อเลียน แต่เด็กที่ไปห้องสมุดเป็นประจำทุกสัปดาห์และถูกล้อว่า “เดี๋ยวนี้ไม่มีใครเขาอ่านหนังสือกันแล้ว” จะรู้ว่านั่นไม่เป็นความจริง เขาอาจจะบอกตัวเองว่า คนที่นายรู้จักอาจจะไม่อ่านหนังสือ แต่ฉันจะบอกให้ว่านายน่ะเข้าใจผิด วิธีที่ดีที่สุดที่จะเอาชนะความเฉยเมยของเด็กๆ ต่อการอ่านคือพาพวกเขาไปอยู่ในสถานที่ที่แวดล้อมด้วยผู้มีสติปัญญา กระตือรือร้น และชื่นชอบการอ่านเป็นปกติวิสัย ห้องสมุดจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับการเริ่มต้น

     แต่งานของเราไม่ได้จบลงที่การพาเด็กผ่านประตูห้องสมุดเท่านั้น ผู้ใหญ่ต้องคอยแนะนำด้วย มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่ผมและนักเรียนของผมอยู่ในห้องสมุดโรงเรียน มีเด็กนักเรียนเกรด 5 อีกประมาณ 20 คนเดินโครมครามเข้ามาในห้อง เมื่อผมเงยหน้าขึ้นดูก็เห็นว่าพวกเขามากันเองโดยไม่มีใครดูแล

     เด็กกลุ่มนั้นใช้เวลาในห้องสมุดประมาณครึ่งชั่วโมง บางคนออนไลน์และเข้าเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับการอ่าน บางคนก็นั่งคุยกับเพื่อน บางคนก็หาหนังสืออ่านเองโดยไม่มีใครช่วยแนะนำ นี่เป็นการสูญเสียโอกาสอย่างน่าเสียดายเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า นี่คือเด็กนักเรียนที่พลาดโอกาสที่จะค้นพบหนังสือที่อาจจะช่วยให้พวกเขาได้สัมผัสกับความรื่นรมย์จากการอ่าน เด็กส่วนใหญ่จึงกลับห้องเรียนพร้อมกับหนังสือที่อ่านแล้ว หรือไม่ได้หนังสืออะไรกลับไปเลย ครูยังคุยโทรศัพท์อยู่ตอนที่เด็กๆ กลับไปถึง ตารางเรียนของห้องเขียนเอาไว้ว่าเด็กๆ ได้ไปห้องสมุด

การเลือกวรรณกรรม

     มีหลายวิธีที่จะหาหนังสือสนุกๆ ให้เด็กๆ อ่าน แน่นอน วิธีที่ง่ายที่สุดคือการให้เด็กๆ ยืมหนังสือเล่มที่เรารักและยังอ่านสนุกอยู่ทุกเมื่อ แต่หากคุณไม่รู้จะเริ่มต้นจากที่ไหน ลองพิมพ์คำว่า “Newbery Award” ลงในกูเกิล แล้วสำรวจรายชื่อนวนิยายดีๆ ที่ได้รับรางวัลนี้ในหลายปีที่ผ่านมา ผมยังไม่เคยเจอเด็กประถมคนไหนเลยที่ไม่สนุกกับการอ่านเมื่อผมยื่นหนังสือคลาสสิกอย่าง Bridge to Terabithia , The Westing gam หรือ Number the star ให้พวกเขา

     รายชื่อหนังสือที่ได้รับรางวัลคัลดีคอตต์ (Caldecott) เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเลือกหาหนังสือสำหรับเด็กเล็ก บรรณารักษ์ห้องสมุดทั้งหลายจะมีรายการหนังสือทุกประเภทให้ผู้ปกครองและครูได้ค้นหาหนังสือที่จะอยู่ในความทรงจำของเด็กๆ ไปตลอดชีวิต

     คุณอาจเป็นครูประถมที่ทางเขตพื้นที่การศึกษากำหนดให้ใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านที่น่าเบื่อหน่ายพวกนั้น ทั้งยังไม่ส่งเสริมให้เด็กๆ ได้อ่านวรรณกรรมดีๆ จนจบเล่มด้วย  สำนักพิมพ์จำนวนมากอ้างอย่างผิดๆ ว่าเด็กๆ ไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือจบเล่ม ในเมื่อตำราเรียนของทางสำนักพิมพ์มีตัวอย่างร้อยแก้วที่งดงามอยู่ในบทเรียนอยู่แล้ว สำนักพิมพ์เหล่านี้ไม่อยากให้ครูประจำชั้นอ่านวรรณกรรมกับเด็กนักเรียนของตนเพราะนั่นอาจทำให้โรงเรียนเลิกสั่งซื้อคู่มือประกอบการเรียนการสอน รวมทั้งหนังสือฉบับ “ปรับปรุงใหม่” จากรายการหนังสือคัดสรรของสำนักพิมพ์ที่แสนจะน่าเบื่ออีกมากมายนับไม่ถ้วน

     ข้อโต้แย้งที่ว่าการบรรจุบางช่วงบางตอนของวรรณกรรมไว้ในแบบฝึกทักษะการอ่านนั้นเพียงพอแล้วสำหรับเด็กๆ เป็นเรื่องน่าขัน ผมได้ประจักษ์ถึงผลเสียที่เกิดจาก

     ยุทธศาสตร์แบบนี้เมื่อปีที่แล้ว โรงเรียนของเราใช้หนังสือรวมวรรณกรรมคัดสรรที่มีความบางตอนจากเรื่อง Anne Frank:The Diary of a Young Girl รวมอยู่ด้วย ครูหนุ่มที่โรงเรียนพยายามจะทำในสิ่งที่ควรจะทำ เขารู้ว่าหนังสือแอนน์แฟรงก์เป็นงานเขียนชิ้นสำคัญ ฉะนั้นเมื่อได้รับหนังสือสำหรับห้องเรียนของเขามาชุดหนึ่ง ครูก็สั่งให้เด็กนักเรียนอ่านหนังสือนั้นในช่วงปิดภาคเรียนฤดูหนาว และเตรียมตัวสอบเมื่อเปิดภาคเรียน ผลปรากฏว่าล่มไม่เป็นท่า นักเรียนยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจเนื้อหาในหนังสือ พวกเขาไม่รู้ภูมิหลังของสงครามโลกครั้งที่ 2 แถมยังหาประเทศเนเธอร์แลนด์บนแผนที่ไม่เจอด้วยซ้ำไป ดูเหมือนว่าอักษรย่อและคำศัพท์ที่ไม่มีใครเข้าใจ เช่น บีบีซีและรอบเดือนจะทำให้เด็กๆ เบื่อหน่าย ไม่เว้นกระทั่งนักเรียนที่ขยันที่สุดของครูคนนี้ ภายหลัง เมื่อเด็กๆ มาอยู่ห้องผม พวกเขาพากันโอดครวญใหญ่เมื่อผมบอกว่าแอนน์ แฟรงก์เป็นหนังสือในรายการที่ต้องอ่าน

      นี่เป็นตัวอย่างที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อเราใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน ทั้งๆ ที่มีเจตนาดี แต่ไม่ได้ให้คำแนะนำที่ถูกที่ควรแก่เด็กๆ นอกจากเด็กๆ จะไม่ซาบซึ้งกับบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ชิ้นนี้แล้ว พวกเขาถึงกับเกลียดมันไปเลย โชคดีที่ผมใช้ความอดทนแก้ไขเหตุการณ์ให้ดีขึ้นได้และทำให้เด็กๆ เข้าใจว่าเหตุใดเรื่องของแอนน์แฟรงคก์จึงเป็นอมตะ แต่มันจะไม่ดีกว่าหรอกหรือที่จะแนะนำให้เด็กเหล่านี้รู้จักอ่านความหมายอันลึกซึ้งของงานเขียนชิ้นเอกนี้เสียตั้งแต่แรก

      ผมคงจะไม่แนะนำครูหนุ่มสาวให้ไปต่อกรกับผู้มีอำนาจ ผลลัพธ์เพียงประการเดียวของการผลักดันที่ชอบด้วยเหตุผลของเราเพื่อให้เด็กได้อ่านวรรณกรรมก็คือ เราจะมีผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญการรู้หนังสือมาอยู่ในห้องเพิ่มขึ้นและคอยวุ่นวายกับความพยายามของเราที่จะให้เด็กได้อ่านหนังสือ แทนที่จะสูญเสียพลังงานไปกับการต่อสู้ที่ไม่มีโอกาสชนะ จงเล่นไปตามเกมและปฏิบัติไปตามแผนการสอนของโรงเรียน แต่เราไม่ได้พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง สิ่งที่เราต้องทำคือหาช่วงเวลาอื่นให้เด็กได้อ่านหนังสือดีๆ กัน ตั้งชมรมการอ่านในเวลาอาหารกลางวันหรือหลังเลิกเรียนก็ได้ แน่นอนนี่เป็นเรื่องยากและใช้เวลามาก ทั้งยังเป็นเรื่องตลกร้ายที่ครูดีๆ และอายุยังน้อยต้องทำงานนอกเวลาและขับเคี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้เด็กๆ ของตนได้อ่านวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ แต่สิ่งที่จะได้รับนั้นคุ้มค่ากับการลงทุนลงแรงเป็นอย่างยิ่ง

นักเรียนที่อ่านหนังสือไม่ออก

      ครูหลายคนอยากอ่านวรรณกรรมกับนักเรียน แต่เนื่องจากมีนักเรียนบางคนเรียนด้วยความยากลำบาก ครูซึ่งไม่อยากจะทอดทิ้งเด็กที่ตามไม่ทันจึงมักใช้บทเรียนที่ง่ายกว่า เพื่อช่วยให้นักเรียนเหล่านั้นรู้สึกว่าตนเองก็ทำได้ ผลก็คือเด็กที่เรียนทันและเด็กเก่งเกิดความเบื่อหน่ายที่ต้องรอเพื่อนคนอื่นๆ

      เรื่องนี้ผมใช้กลยุทธ์สองทาง ทางแรกผมจะคอยอธิบายสิ่งที่อ่านเป็นระยะๆ ซึ่งจะช่วยให้เด็กที่เรียนช้าตามเพื่อนทันได้ ผมจะเตรียมหาเนื้อเรื่องตอนที่เข้าใจง่ายไว้สำหรับนักอ่านระดับเบื้องต้น ผมสร้างความสำเร็จให้พวกเขาก่อนที่บทเรียนจะเริ่มเสียอีก พวกเขาจะมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นทุกวันเพราะได้อ่านต่อหน้าเพื่อนๆ และไม่เคยถูกหัวเราะเมื่ออ่านตะกุกตะกัก ทั้งยังพบว่าตนเองพัฒนาได้เร็วกว่าเมื่อก่อน เมื่อผมสั่งงานเขียน ผมจะคอยช่วยเด็กเหล่านี้ตอบคำถามและปรับปรุงทักษะการเขียนของพวกเขาไปด้วย

     ทางที่สองของกลยุทธ์การอ่านของผม คือให้เด็กแต่ละคนอ่านหนังสือที่สอดคล้องกับระดับการอ่านของตัวเอง เด็กๆ จะเขียนรายงานเกี่ยวกับหนังสือที่อ่านทุกเดือน ผมจะเล่าถึงกิจกรรมเหล่านี้โดยละเอียดในบทที่ 4

     การที่ผมชี้แนะแนวทางให้นักเรียน และช่วยพวกเขาเอาชนะความรู้สึกไม่เชื่อมั่นได้ทำให้เด็กแม้กระทั่งคนที่มีผลการเรียนแย่ที่สุดเกิดความมั่นใจขึ้นมาได้ พวกเขาเผชิญหน้ากับความท้าทายในสภาพแวดล้อมที่มีทั้งแรงผลักดันเพื่อความเป็นเลิศและพี่เลี้ยงที่คอยให้กำลังใจและประคับประคอง ปีที่แล้วเด็กนักเรียนทุกคนที่มาอยู่กับผมพร้อมอันดับ “ต่ำกว่าระดับพื้นฐานมาก” ผ่านการทดสอบทักษะการอ่านขั้นพื้นฐานตอนสิ้นปีได้ทั้งหมด

ครูมัธยมต้นและมัธยมปลาย

     เยาวชนทุกวันนี้มีความคิดเห็นที่ไม่ถูกต้องอย่างหนึ่งคือคิดว่าการอ่านเป็นสิ่งที่เราเรียนแต่ในชั่วโมงภาษาอังกฤษเท่านั้น ความคิดแบบนี้ช่างไร้สาระและควรคัดค้าน ผมพบว่าวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งคือการให้คุณครูทั้งหลายตั้งชมรมนักอ่านขึ้น มีใครเขียนไว้ตรงไหนหรือว่าครูสอนคณิตศาสตร์หรือครูสอนวิทยาศาสตร์ไม่ควรเป็นแบบอย่างในเรื่องการอ่านให้นักเรียนของตัวเอง

     ผมเคยเห็นครูวิทยาศาสตร์ ครูประวัติศาสตร์ และครูพลศึกษาที่น่าชื่นชมหลายต่อหลายคนทำชมรมนักอ่าน พวกเขาเลือกหนังสือดีๆ และนำมาให้เด็กๆ ห้องต่างๆ ได้เลือกอ่าน ส่วนใหญ่ชมรมเหล่านี้จะมาประชุมกันตามกำหนดเวลา ซึ่งมักเป็นเวลาพักเที่ยงหรือหลังเลิกเรียน เมื่ออ่านหนังสือจบบทหนึ่ง สมาชิกชมรมก็จะมาพบกันเพื่อแลกเปลี่ยนคิดความเห็น เนื่องจากนักเรียนเข้าร่วมโดยความสมัครใจ ครูจึงได้ทำงานกับเด็กๆ ที่มีความกระตือรือร้น เด็กๆ จะได้พบเพื่อนจากห้องอื่นที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน แต่อาจไม่ได้รู้จักกันเลยหากไม่มาที่ชมรม มิตรภาพจึงเกิดขึ้น ในขณะที่ครูจะผูกพันสนิทสนมกับบัณฑิตน้อยในสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไป ซึ่งจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนในห้องเรียนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วย นี่เป็นวิธีที่จะใช้เวลาสัปดาห์ละสองชั่วโมงที่วิเศษสุดสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทุกคนต่างได้ประโยชน์ นับเป็นการอ่านด้วยเหตุผลที่สมควรทุกประการ

     พ่อแม่สามารถทำอย่างเดียวกันนี้ได้ที่บ้าน บางบ้านมีชั่วโมงอ่านหนังสือของครอบครัว บางบ้านขอให้สมาชิกทุกคนอ่านหนังสือ เช่น ให้อ่านบทที่ 2 ของ Great Expectation ก่อนอาหารเย็นวันพฤหัสบดี เด็กๆ ของเราจำเป็นต้องมีผู้ใหญ่ที่อ่านเป็นประจำและพูดคุยเรื่องหนังสือกับพวกเขา เราอยากให้เด็กๆ ของเราเป็นอย่างไร เราเองก็ต้องเป็นอย่างนั้น

การประเมิน
     พ่อแม่และครูส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าเมื่อมีการสอนทักษะอย่างหนึ่งอย่างใด ก็จำเป็นต้องมีการประเมินความสามารถในการใช้ทักษะนั้นด้วย การแสดงความคิดเห็นยังไม่เพียงพอ ทำอย่างไรเราจึงจะตรวจสอบความเข้าใจของเด็กๆ เวลาที่พวกเขาอ่านวรรณกรรมดีๆ ได้

     ทั้งพ่อแม่และครูสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ชื่อ www.learninglinks.com ที่นี่มีชุดแนะแนวการศึกษาที่เรียกว่าโนเวล-ทีส์ (Novel-ties) ซึ่งผมเห็นว่าช่วยเสริมการอ่านได้อย่างดีเยี่ยม ผมขอบอกก่อนว่าเว็บไซต์อื่นก็มีชุดแนะแนวทำนองเดียวกัน ชุดแนะแนวโนเวล-ทีส์ครอบคลุมหนังสือหลายร้อยเรื่อง โดยนักเขียนที่หลากหลาย ตั้งแต่เบเวอร์ลี เคลียรี (Beverly Cleary) จนถึงมาร์ก ทเวน (Mark Twain) หนังสือในชุดแนะแนวทุกเล่มมีหมวดที่เกี่ยวกับคำศัพท์เป็นรายบทเพื่อสอนคำศัพท์ใหม่ๆ และช่วยให้นักเรียนเข้าใจสิ่งที่กำลังอ่านดีขึ้น เด็กๆ จะได้ฝึกใช้คำศัพท์ที่เพิ่งเรียนรู้ในการอุปมาอุปไมยและในเกมคำศัพท์อื่นๆ จนคล่องแคล่ว นักเรียนยังจะได้เขียนเรียงความและตอบคำถามเกี่ยวกับความเข้าใจในนวนิยายเรื่องนั้นๆ ด้วย

     ในฐานะที่เป็นพ่อและครู ผมมีเวลาจำกัดจำเขี่ยมาก ดูจากตารางงานผมแล้ว ผมไม่สามารถมีทางเตรียมคำถามเกี่ยวกับความเข้าใจสำหรับบทเรียนแต่ละบทที่ผมอ่านกับเด็กคราวละสิบๆ ข้อได้เลย แต่ชุดแนะแนวการศึกษาโนเวล-ทีส์ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โนเวล-ทีส์ถูกเรียบเรียงขึ้นอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญที่สุดคือชุดแนะแนวนี้ช่วยสร้างความเข้าใจจนถึงระดับสูงสุด โดยไม่พยายามทำให้เนื้อหาง่ายลงแบบโง่ๆ การใช้หนังสือแบบฝึกหัดนี้ได้ช่วยให้นักเรียนของผมกลายเป็นนักอ่าน นักเขียน นักคิดที่ดีขึ้น

สร้างความเชื่อมโยง

     ผมรู้สึกแปลกใจอยู่เสมอเวลาได้ยินสารพัดเหตุผลของเด็กนักเรียนว่าทำไมพวกเขาจึงอ่านหนังสือที่อ่านอยู่นั้น “ครูสั่ง เพราะมันอยู่ในรายการหนังสืออ่าน” “มีคำถามเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้อยู่ในข้อสอบ” “ผมต้องอ่านเพื่อจะได้ผ่านวิชานี้” คำตอบที่ได้ยินบ่อยจนเกินไปนี้เป็นคนละเรื่องกันเลยกับการที่เราต้องการให้เด็กๆ ของเราเป็นนักอ่าน

     เยาวชนที่อ่านเพื่อความเพลิดเพลินสามารถสร้างความเชื่อมโยงกับโลกรอบตัวได้  ในที่สุดพวกเขาจะค่อยๆ เข้าใจตัวเองอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้ พวกเขาจะเชื่อมโยงตัวละครกับสถานการณ์ที่อาจช่วยในการตัดสินใจของตน เมื่อนักเรียนอายุสิบขวบของผมแสดงละครเรื่องเฮนรีที่ 4 ทั้งสองตอนในคืนเดียว พวกที่ชอบเยาะเย้ยถากถางพากันสงสัยว่าเด็กๆ จะสามารถตีความพฤติกรรมประหลาดของเจ้าชายฮัลส์และฟอลสตัฟฟ์ได้หรือ เด็กๆ รู้มากกว่านั้นเสียอีก การวิเคราะห์ความเพียรพยายามค้นหาศักดิ์ศรีในโลกที่ไร้ศักดิ์ศรีของเจ้าชายฮัลส์ช่วยสอนให้เด็กๆ เข้าใจการต่อสู้ดิ้นรนของตัวเองเมื่ออยู่ในโรงอาหารและสนามเด็กเล่น

     วรรณกรรมยิ่งใหญ่ถูกถ่ายทำเป็นภาพยนตร์หรือแสดงเป็นละครเวทีทุกปี พ่อแม่และครูต้องคอยติดตามว่าเมื่อใดจะมีการนำวรรณกรรมมาดัดแปลงเป็นหนังหรือละคร เด็กๆ จะดูได้อย่างสนุกสนานหากได้อ่านงานวรรณกรรมต้นฉบับเสียก่อน หลังจากที่เราแนะนำเด็กๆ ให้ชมภาพยนตร์หรือการแสดงที่ดัดแปลงมาจากหนังสือที่พวกเขาได้อ่านแล้ว เราอาจให้พวกเขาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่าภาพยนตร์หรือการแสดงนั้นทำได้ใกล้เคียงกับประสบการณ์ที่ได้จากการอ่านงานวรรณกรรมชิ้นนั้นเพียงใด เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือ The Lord of the Rings, The Chronicles of Narnia, Of Mice and Men และวรรณกรรมชิ้นเยี่ยมอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนโรงละครท้องถิ่นก็สร้างละครจากงานของนักเขียน เช่น ออสการ์ ไวลด์ (Oscar Wilde) วิลเลียม อินจ์ (William Inge) หรือ ออกัสต์ วิลสัน (August Wilson) เมื่อเด็กๆ อ่านวรรณกรรมโดยรู้ว่าตัวเองจะได้ดูภาพยนตร์หรือละครที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมนั้นบนจอภาพยนตร์หรือบนเวที และครูจะต้องขอให้พวกเขานำประสบการณ์ทั้งสองแบบมาเปรียบเทียบกัน เด็กๆ จะอ่านหนังสือด้วยความหลงใหลและกระตือรือร้นยิ่งกว่าเวลาที่พวกเขาต้องอ่านเพียงเพื่อให้สอบผ่าน นี่แหละที่ควรจะเป็นเป้าหมายสำหรับเด็กของเรา

เสียงหัวเราะและรอยยิ้ม

     หากเราใช้ความพยายาม เราอาจมีเด็กนักเรียนอย่างลูอิส ลูอิสก็เช่นเดียวกับนักเรียนคนอื่นๆ ที่สมัครใจเรียนในชั้นวันเสาร์ที่ผมสอนพวกนักเรียนเก่าที่ยังคิดถึงห้อง 56 และอยากจะเก็บแหล่งพักพิงนี้ไว้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เด็กชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลายเหล่านี้มาฝึกทำแบบทดสอบวัดความถนัดทางวิชาการ (Scholastic Aptitude Test หรือ SAT) อ่านวรรณกรรม และเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย

     เสาร์นั้น เราอ่าน A Raisin in the Sun ของลอร์แรน ฮันส์เบอร์รี (Lorraine Hansberry) กัน อีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าเราจะไปทัศนศึกษากันที่เทศกาลเชกสเปียร์ในแอชแลนด์ รัฐโอเรกอน ซึ่งเราจะได้ดูละครของฮันส์เบอร์รีและละครของคนอื่นๆ อีกมาก ผมอยากให้เด็กๆ เตรียมพร้อม ผมจึงเสียเวลาไปค้นหาบทละครเรื่องนี้มาให้เด็กๆ อ่านไปด้วยกัน ขณะเดียวกันก็เล่าให้เด็กๆ ฟังถึงสภาพสังคมในเวลานั้นที่ทำให้ละครเรื่องนี้เปลี่ยนโฉมหน้าละครเวทีอเมริกันไปจากเดิม ขณะที่เราอ่านถึงบรรทัดสุดท้ายของบทละคร เด็กๆ หลายคนถอนหายใจด้วยความสุขและความยินดีเช่นทุกครั้งที่อ่านผลงานชิ้นเอกจบลง แต่ลูอิสนั่งน้ำตาไหลอาบแก้ม ไม่มีใครหัวเราะเยาะเด็กอายุ 14 ปีคนนี้ขณะที่เขาสะอึกสะอื้น เมื่อเขารวบรวมสติได้ ผมก็ถามเขาว่ามีอะไรในละครเรื่องนี้ที่ทำให้เขารู้สึกประทับใจลึกล้ำขนาดนี้ คำตอบของเขาเรียบง่าย “ผมร้องไห้ เพราะนี่คือครอบครัว ของผม”

     เขาเป็นนักอ่าน เขาสร้างความเชื่อมโยง เขาเข้าใจ เขาสามารถสำรวจความคิดที่ยิ่งใหญ่และมองเห็นความสัมพันธ์กับประสบการณ์ของตนเอง เป็นไปได้อย่างมากว่า ในอนาคตข้างหน้า เด็กๆ อาจจะได้อ่านงานเขียนของลูอิส

     นี่คือความเชื่อของผม: ถ้าเยาวชนได้พัฒนาความรักในการอ่านขึ้นแล้ว พวกเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ในมาตรฐานหลักสูตรของรัฐไม่ปรากฏวัตถุประสงค์ข้อนี้ การประเมินการอ่านของเราอาจเริ่มต้นที่คะแนนจากแบบทดสอบมาตรฐาน แต่ท้ายที่สุด เราต้องวัดความสามารถในการอ่านของเด็กจากเสียงหัวเราะที่เปล่งออกมาและน้ำตาที่รินไหลขณะที่เด็กซึมซับตัวอักษร เสียงหัวเราะและน้ำตาอาจไม่อยู่ในวัตถุประสงค์ในการอ่านตามหลักสูตรของรัฐ แต่นั่นเป็นมาตรฐานของห้อง 56 เด็กๆ พวกนี้อ่านหนังสือเพื่อรู้จักชีวิต


ที่มา  :  http://www.qlf.or.th/Home/Details?contentId=509
 

เด็กไทยติด “สมาร์ทโฟน” กับดักเทคโนโลยีบนความอยาก


โดย...สานนท์ เจริญพันธุ์
       
      เทคโนโลยีเพื่อการติดต่อสื่อสารที่รุดหน้าไปอย่างก้าวกระโดด ช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้งาน แม้เดินทางไปที่ใดไม่มีโน๊ตบุคส์ติดมือ เพียงแค่มีสมารท์โฟน หรือแท็บเล็ตสักเครื่องก็ช่วยให้ชีวิตการทำงาน การสื่อสารระหว่างกันง่ายขึ้นผ่านใช้งานด้วยวิธีการ “แชท” ผ่านแอปพลิเคชัน อาทิ ไลน์ วอทซ์แอป หรือบีบี เท่านี้ก็รู้เรื่องโดยไม่ต้องยกหูส่งเสียงเช่นที่ผ่านมา
       
       ที่สำคัญปฏิเสธไม่ได้ว่าความก้าวหน้าเหล่านี้ยังส่งผลต่อกลุ่มวัยรุ่นยุคศตวรรษที่ 21 ที่เกิดมาในยุคของความรุ่งเรืองของเทคโนโลยีต่างไปจากยุคก่อนๆ ที่สิ่งเหล่านี้เข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตแบบก้ำกึ่ง ดังนั้น ทุกวันนี้หันไปทางใดก็จะเห็นว่ากลุ่มวัยรุ่นทุกคนล้วนมีสมาร์ทโฟนคู่ใจราคาสูงลิ่วที่บรรดาพ่อแม่ยอมควักเงินซื้อให้ถือติดมือทั้งนั้น บางรายมีถึง 2 เครื่องแม้จะคนละยี่ห้อก็ตาม และด้วยคุณสมบัติชั้นเลิศตามที่กล่าวมาข้างต้นส่งผลให้เด็กวัยรุ่นพกพาไปทุกที่ แชททุกเวลาไม่เว้นแม้แต่ในห้องเรียน
       
      “นั่งหลังห้อง แอบเล่นใต้โต๊ะ บ้างก็แชทคุยกับแฟน ร้ายไปกว่านั้นก็จะขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำบ้าง แกล้งป่วยบ้าง แล้วไปนั่งเล่น เปิดเครื่องแชทกันทั้งวัน” คำบอกเล่าบางส่วนจาก นายอนุสรณ์ กะดามัน ครูผู้สอนภาษาไทย โรงเรียนวัดบวรนิเวศ
       
       ครูอนุสรณ์ บอกด้วยว่า เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มีในปัจจุบันเอื้อประโยชน์ต่อการให้เด็กนำไปใช้เพื่อการค้นคว้าหาความรู้ได้ง่ายขึ้น แต่ปรากฎว่ามีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะใช้ประโยชน์ในสิ่งนี้ ส่วนมากเด็กนำมาใช้เพื่อเล่นเกมฟังเพลงในชั้นเรียน ซึ่งประสบการณ์ตรงในฐานะครูผู้สอนนั้น ตนเห็นได้ชัดว่านักเรียนมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ไม่ตั้งใจเรียน บางรายติดแชทตลอดเวลาที่เรียน ไม่สนใจในการเรียนขาดสมาธิ พอสอบถามเรื่องที่เรียนก็ตอบไม่ได้ เพราะเอาสมาธิที่มีไปสนใจกับการแชท พอถึงเวลาสอบก็ทำไม่ได้ก็ปรากฎว่าการเรียนตกไปกว่าที่เคย ซ้ำร้ายไปกว่านั้นผู้ปกครองไม่เข้าใจว่าเหตุใดผลการเรียนลูกตกก็ไม่ได้คิดว่าเพราะลูกไม่ตั้งใจ แต่เชื่อที่ลูกบอกว่าที่ผลการเรียนตกลงต้นเหตุเพราะครูสอนไม่เข้าใจ
       
      สิ่งที่ตนเป็นห่วงที่สุด คือ การที่ผู้ปกครองซื้อสมาร์ทโฟนราคาสูงให้เด็กใช้เป็นการสร้างค่านิยมผิด สร้างความฟุ้งเฟ้อใช้ของเกินตัวซึ่งยังไม่เหมาะสมกับวัย แล้วเมื่อมีของก็นำมาอวดกันในหมู่เพื่อน
       
       ในมุมกลับกัน ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า ตอนนี้เลยเวลาที่จะมาตั้งคำถามแล้วว่าเด็กควรใช้หรือไม่ใช้สมาร์ทโฟน เพราะยุคนี้เป็นยุคของเทคโนโลยี อีกทั้งเวลานี้ประเทศไทยได้สนับสนุนและกระตุ้นให้เด็กใช้เทคโนโลยี เช่น เด็กประถมศึกษาปีที่ 1 ก็ใช้แท็บเล็ตในการเรียนแล้ว เพราะฉะนั้น เทคโนโลยีจึงมีความจำเป็นสำหรับเด็กทุกวัย
       
      “แต่ผลเสียที่เกิดขึ้นต้องมีแน่นอน คือเราพัฒนาให้เด็กไทยรู้จักเทคโนโลยี เข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย หมายถึงหาซื้อได้ง่ายและกลายเป็นกระแสแห่งความถูกต้องชอบธรรมที่เด็กจะใช้เทคโนโลยี แต่ข้อเสียก็คือเราไม่ได้พัฒนามิติของวุฒิภาวะของเด็กเลย เรื่องของสำนึกความรับผิดชอบ เด็กไทยยังต่ำมากแล้วก็ถูกละเลยจากครอบครัว จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นโรงเรียน หรือหน่วยงานที่พัฒนาเยาวชน ไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจนหรือแผนการที่ชัดเจน ในยุทธศาสตร์ของการพัฒนาวุฒิภาวะ ความรับผิดชอบในตนเอง การยับยั้งชั่งใจ การใช้สติพิจารณาตนเอง เด็กไทยถือว่าต่ำมาก เพราะฉะนั้นพอเราไปกระตุ้นการใช้เทคโนโลยี สร้างความชอบธรรม แต่ในขณะที่วุฒิภาวะของเด็กน้อย ผลเสียมันก็จะตามมาคือเด็กจะใช้เทคโนโลยีไปในทางที่ไม่เหมาะสม เช่น การแชท เล่นเกม ในห้องเรียน”
       
       อ.ปนัดดา บอกด้วยว่า กรณีที่เด็กเล่นโทรศัพท์หรือติดเทคโนโลยีจนขาดสมาธิและความตั้งใจในการเรียน นั้นเพราะเด็กเหล่านี้ขาดวุฒิภาวะ แต่คนที่จะใช้เทคโนโลยีได้ต้องมีวุฒิภาวะ เช่นคุณจะอ่านหนังสือคุณต้องปิดโทรศัพท์ แต่เด็กเหล่านี้ไม่ได้ถูกสอนเรื่องวุฒิภาวะมา คุณต้องมีความรับผิดชอบ มีวินัยต่อตนเอง เด็กไทยไม่ได้ถูกฝึกในส่วนนี้ พ่อแม่ โรงเรียน หรือทักษะทางสังคมไม่ได้ช่วยสร้างปัจจัยในการฝึกฝนให้เด็กรู้จักแยกแยะ แบ่งเวลาที่เหมาะสม ทำให้เวลาเรียนแทนจะสนใจตั้งใจเรียน ก็อาจจะเบนความสนใจไปที่การแชทพูดคุยกับเพื่อนมากกว่า
       
      “ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องโทรศัพท์อย่างเดียว แต่สังคมไทยในยุคนี้เป็นยุคของทุนนิยม รวมถึงการถูกกระตุ้นจากระบบทางการตลาด ซึ่งในบางประเด็นรัฐก็เป็นผู้ส่งเสริมทำให้ความต้องการในเรื่องของเทคโนโลยีมีมากขึ้น สำหรับคนที่ไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ ขาดความห้ามใจก็อาจจะตกเป็นเหยื่อของการตลาดได้ง่าย และการที่รัฐไปมุ่งเน้นไปในเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป ก็อาจทำให้หลงลืมบทบาทในการพัฒนาสังคมและเยาวชน”อ.ปนัดดา กล่าวทิ้งท้าย


ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ